สรุป UNESCO AI Competency Framework for Students แบบเข้าใจง่ายภายใน 10 นาที
สรุป UNESCO AI Competency Framework for Students แบบเข้าใจง่ายภายใน 10 นาที

สรุป UNESCO AI Competency Framework for Students แบบเข้าใจง่ายภายใน 10 นาที

Dr. Warasinee Chaisangmongkonอัปเดต 20 August 2026

UNESCO พัฒนากรอบสมรรถนะ AI ฉบับแรกๆของโลกสำหรับนักศึกษาในปี 2024 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดแค่การรู้เท่าทัน AI แต่ต้องการพัฒนานักศึกษาให้เป็น "ผู้ร่วมสร้าง AI ที่มีความรับผิดชอบ" เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

UNESCO พัฒนากรอบสมรรถนะ AI ฉบับแรกๆของโลกสำหรับนักศึกษาในปี 2024 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดแค่การรู้เท่าทัน AI แต่ต้องการพัฒนานักศึกษาให้เป็น "ผู้ร่วมสร้าง AI ที่มีความรับผิดชอบ" เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกสามารถเตรียมความพร้อมนักศึกษาสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์

พื้นฐานแนวคิดและปรัชญา

กรอบสมรรถนะของ UNESCO ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญที่ว่า AI ควรมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เน้นความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และเคารพในความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม แนวทางนี้แตกต่างจากกรอบการทำงานอื่นๆ ที่มักเน้นเฉพาะทักษะเทคนิคหรือการใช้เครื่องมือ โดย UNESCO เน้นการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การตรวจสอบประเด็นจริยธรรม การใช้ AI ในทางปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ และการร่วมสร้าง AI แบบต่อเนื่องและปรับปรุง กรอบนี้ไม่ได้มองสมรรถนะต่างๆ เป็นหัวข้อแยกส่วนที่เรียนรู้แยกกัน แต่เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงและสานต่อกันเป็นระบบความรู้ความสามารถที่สมบูรณ์

โครงสร้างหลักของกรอบสมรรถนะ

กรอบสมรรถนะ AI ของ UNESCO ประกอบด้วยสองมิติหลักที่ตัดกันเป็นตาราง มิติแรก คือ 4 ด้านของสมรรถนะ AI ที่สำคัญ ได้แก่ แนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จริยธรรมของ AI เทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI และการออกแบบระบบ AI มิติที่สอง คือ 3 ระดับของความก้าวหน้าหรือความเชี่ยวชาญที่นักศึกษาต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเข้าใจ การประยุกต์ใช้ และการสร้างสรรค์

Image 2.jpg

มิติที่ 1: แนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centred mindset)

มิตินี้เน้นการพัฒนาค่านิยม ความเชื่อ และทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาในการประเมินว่า AI เหมาะสมกับวัตถุประสงค์หรือไม่ การใช้ AI มีความชอบธรรมหรือไม่ มนุษย์ควรมีปฏิสัมพันธ์กับ AI อย่างไร และบุคคลและสถาบันควรรับผิดชอบอะไรบ้างในการสร้างสังคม AI ที่ปลอดภัย เท่าเทียม และยุติธรรม แนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางนี้เป็นรากฐานสำหรับการเรียนรู้ด้าน AI ในทุกมิติ

สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

  • การรับรู้บทบาทของมนุษย์ (Human agency) ที่เน้นให้นักศึกษาตระหนักว่า AI จำเป็นจะต้องถูกควบคุมโดยมนุษย์ และการตัดสินใจของผู้สร้าง AI ส่งผลต่อสิทธิมนุษยชน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI รวมถึงชีวิตของพวกเขาเองและสังคม

  • ความรับผิดชอบของมนุษย์ (Human accountability) ที่เน้นให้นักศึกษาว่าผู้สร้างและผู้ให้บริการ AI มีความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ AI ที่เขาสร้างในทางกฎหมายและทางสังคม ผู้ใช้ AI ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตนเองเพราะ AI เป็นเพียงผู้ช่วยและไม่อาจรับผิดชอบแทนผู้ใช้ได้

  • การเป็นพลเมืองในยุค AI (Citizenship in the AI era) ที่เน้นความเข้าใจผลกระทบของ AI ต่อสังคมมนุษย์และการส่งเสริมการออกแบบและใช้ AI อย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงความยั่งยืนของสังคมเป็นสำคัญ

มิติที่ 2: จริยธรรมของ AI (Ethics of AI)

มิติจริยธรรมครอบคลุมองค์ประกอบทางสังคมและจริยธรรมของสมรรถนะ AI ของนักศึกษา รวมถึงทักษะทางสังคมในการทำความเข้าใจ ปฏิบัติ มีส่วนร่วม และเป็นผู้นำในการปรับใช้ชุดหลักการที่จะเปลี่ยนแปลงไปและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ตลอดวงจรชีวิตของ AI

สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

  • การปลูกฝังจริยธรรม (Embodied ethics) นักศึกษาพัฒนาความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับประเด็นจริยธรรมหลักของ AI และผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางสังคม และสิ่งแวดล้อม นักศึกษาจะต้องเข้าใจและนำหลักการจริยธรรมสี่ประการมาใช้ ได้แก่ หลักการ "ไม่ทำร้าย" ที่เน้นการประเมินว่า AI อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ หลักการ "ความเหมาะสม" ในการชั่งน้ำหนักประโยชน์กับความเสี่ยง หลักการ “ไม่เลือกปฏิบัติ” ระมัดระวังการใช้ AI ช่วยตัดสินใจในลักษณะที่จะส่งเสริมอคติ และหลักการ "ความยั่งยืน" ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

  • การใช้อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ (Safe and responsible use) นักศึกษาสามารถปฏิบัติตามหลักการจริยธรรมและกฎระเบียบในการใช้ AI จริง นักศึกษาต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและสามารถจัดการข้อมูลของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาจะต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัยในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางจริยธรรม เช่น การแบ่งปันข้อมูลส่วนตัว การใช้ AI ในงานวิชาการ หรือการสร้างเนื้อหาที่อาจมีปัญหา และการประเมิน AI ที่สามารถอธิบายได้เพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

  • จริยธรรมในการออกแบบ (Ethics by design) นักศึกษาจะต้องสามารถใช้แนวทางจริยธรรมในการออกแบบเพื่อการออกแบบ ประเมิน และใช้เครื่องมือ AI รวมถึงการทบทวนและปรับใช้กฎระเบียบด้าน AI นักศึกษาต้องตระหนักว่าการประเมินและการรับรองเจตนาของการออกแบบ AI ควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดแนวคิดและครอบคลุมทุกขั้นตอนของวงจรชีวิต AI

มิติที่ 3: เทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI (AI techniques and applications)

มิติเทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI บูรณาการความรู้เชิงแนวคิดเกี่ยวกับ AI และทักษะการปฏิบัติงานโดยใช้เครื่องมือ AI โดยเชื่อมโยงกับเครื่องมือเฉพาะเจาะจงและการลงมือทำในบริบทของการทำงาน รวมถึงทักษะการใช้และวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนโปรแกรม ซึ่งมิตินี้เน้นหนักสำหรับนักศึกษาที่มีความสนใจจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

  • พื้นฐาน AI (AI foundations) นักศึกษาพัฒนาความเข้าใจและทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับ AI เช่น ความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่และอัลกอริทึม เข้าใจวิธีการทำงานของ AI และการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง AI กับมนุษย์ พวกเขาจะเรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง AI แต่ละแบบ และวิธีการฝึกอบรมโมเดลแมชชีนเลิร์นนิง รวมถึงการทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญต่างๆ เช่น เครือข่ายประสาทเทียม การเรียนรู้แบบมีผู้สอน แบบไม่มีผู้สอน และการเรียนรู้แบบ Reinforce

  • ทักษะการประยุกต์ใช้ (Application skills) นักศึกษามีความรู้และทักษะพื้นฐานในการใช้ข้อมูล การสร้างอัลกอริทึม การใช้แอพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างเหมาะสมกับช่วงวัยและสาขาอาชีพที่สนใจ สามารถเปรียบเทียบและใช้เครื่องมือ AI ฟรีหรือโอเพ่นซอสในการสร้างสรรค์งาน

  • การสร้างเครื่องมือ AI (Creating AI tools) นักศึกษาพัฒนาความรู้ความเข้าใจที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อปรับแต่งชุดเครื่องมือ AI หรือสร้างเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้จริง บูรณาการแนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางและจริยธรรมเข้ากับทักษะทางเทคนิคที่จะสร้าง ประเมิน และทดสอบเครื่องมือ AI ด้วยตนเองรวมถึงความสามารถในการปรับตัว สื่อสาร และทำงานเป็นทีม ทำความสะอาด ประมวลผล และใช้ข้อมูลเพื่อปรับแต่งโมเดล AI หรือสร้างเครื่องมือ AI ใหม่

มิติที่ 4: การออกแบบระบบ AI (AI system design)

มิติสุดท้ายครอบคลุมทักษะวิศวกรรมตั้งแต่การกำหนดขอบเขตปัญหา การสร้างสถาปัตยกรรม การฝึกอบรม การทดสอบ และการปรับปรุงระบบ AI มิตินี้เน้นให้นักศึกษาเข้าใจระบบ AI ได้ลึกขึ้น และสร้างกรอบสำหรับการเรียนรู้เพื่อการศึกษาต่อในสาขา AI

**สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ **

การกำหนดขอบเขตปัญหา (Problem scoping) นักศึกษาสามารถตรวจสอบว่า AI ควรใช้ในสถานการณ์เฉพาะหรือไม่จากมุมมองกฎหมาย จริยธรรม และตรรกะ และกำหนดขอบเขต เป้าหมาย และข้อจำกัดของปัญหาก่อนที่จะพยายามฝึกโมเดล AI เพื่อแก้ไขปัญหานั้น วางแผนโครงการที่จำเป็นในการสร้างระบบ AI รวมถึงความสามารถในการประเมินความเหมาะสมของเทคนิค AI ที่แตกต่างกัน กำหนดความต้องการข้อมูล และออกแบบการทดสอบ

การออกแบบสถาปัตยกรรม (Architecture design) นักศึกษาพัฒนาความรู้และทักษะทางเทคนิคในการกำหนดสถาปัตยกรรมระบบ AI ที่ปรับขยายได้ บำรุงรักษาได้ และนำมาใช้ใหม่ได้ ครอบคลุมชั้นข้อมูล อัลกอริทึม โมเดล และอินเทอร์เฟซแอปพลิเคชัน เรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลโอเพ่นซอร์สและไลบรารีการเขียนโปรแกรม รวมถึงแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติ้งหรือระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับการฝึกอบรมโมเดล รวมถึงเกณฑ์ที่ควรพิจารณาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโมเดลและลด computing cost

การปรับปรุงและรับฟีดแบ็ก (Iteration and feedback loops) นักศึกษาประเมินความเหมาะสมและ robustness ของโมเดล AI โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้รายบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม มีทักษะทางเทคนิคที่เหมาะสมกับวัยในการปรับปรุงคุณภาพของชุดข้อมูล กำหนดค่าอัลกอริทึมใหม่ และปรับปรุงสถาปัตยกรรมเพื่อตอบสนองต่อผลการทดสอบและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำลองบทบาทวิศวกร AI ในการตัดสินใจขององค์กรเกี่ยวกับการปรับปรุงโมเดล AI โดยพิจารณาทั้งการออกแบบระบบ AI และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

การประยุกต์ใช้ในระดับอุดมศึกษา

กรอบสมรรถนะของ UNESCO ถูกออกแบบมาสำหรับการศึกษาระดับ K-12 แต่สามารถนำมาปรับใช้กับระดับอุดมศึกษาได้ อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมในหลายด้าน โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของการเรียนการสอนในระดับนี้ที่เน้นการวิจัย ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และการเตรียมความพร้อมสู่อาชีพ สำหรับสาขาวิชาที่เน้นหนักทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว การนำกรอบนี้มาใช้จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาทักษะเทคนิคและการสร้างจิตสำนึกด้านจริยธรรมและสังคม นักศึกษาจะไม่เพียงแต่เก่งในด้านเทคนิค แต่ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสามารถใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

All Articles
มาทำความรู้จัก Microsoft Copilot Chat ของ KMUTT: AI ผู้ช่วยที่คุณมีอยู่แล้วแต่อาจยังไม่รู้

มาทำความรู้จัก Microsoft Copilot Chat ของ KMUTT: AI ผู้ช่วยที่คุณมีอยู่แล้วแต่อาจยังไม่รู้

คุณรู้หรือไม่ว่า Microsoft 365 ที่ KMUTT subscribe ให้บุคลากรและนักศึกษาทุกคนใช้นั้น มีเครื่องมือ AI ชื่อ Microsoft Copilot Chat มาให้ใช้งานฟรีอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไม่ต้อง subscribe แยก และที่สำคัญ - ปลอดภัยกว่า AI ทั่วไปที่หลายคนใช้อยู่

รวมข้อมูลรายวิชา GenEd ด้านปัญญาประดิษฐ์ของ KMUTT

รวมข้อมูลรายวิชา GenEd ด้านปัญญาประดิษฐ์ของ KMUTT

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ได้พัฒนาหลักสูตรศึกษาทั่วไป (General Education) 27 หน่วยกิต แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก โดยรวมสมรรถนะด้าน AI เข้ามาในกลุ่ม Lifelong Learner หรือกลุ่มการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต

AI Literacy กับ AI Competency: ต่างกันอย่างไรและมหาวิทยาลัยควรพัฒนาอะไร

AI Literacy กับ AI Competency: ต่างกันอย่างไรและมหาวิทยาลัยควรพัฒนาอะไร

AI Literacy หมายถึงความรู้และความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่ AI Competency คือความสามารถในการนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความมั่นใจและทัศนคติที่เหมาะสมในการใช้เทคโนโลยี AI (Chiu et al., 2025).

AI กับงานแรกหลังเรียนจบ: หลักฐานบอกอะไร และนักศึกษาควรเตรียมตัวอย่างไร

AI กับงานแรกหลังเรียนจบ: หลักฐานบอกอะไร และนักศึกษาควรเตรียมตัวอย่างไร

AI ยังไม่ได้ทำให้งานหายไปเป็นวงกว้าง แต่คนจบใหม่เริ่มได้รับผลก่อน บทความนี้สรุปสิ่งที่ IMF ธนาคารโลก ILO WEF และนักวิจัยจาก Stanford พบ และสิ่งที่เราเตรียมได้ตั้งแต่ตอนนี้

KMUTT AI Platform