UNESCO พัฒนากรอบสมรรถนะ AI ฉบับแรกๆของโลกสำหรับนักศึกษาในปี 2024 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดแค่การรู้เท่าทัน AI แต่ต้องการพัฒนานักศึกษาให้เป็น "ผู้ร่วมสร้าง AI ที่มีความรับผิดชอบ" เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
UNESCO พัฒนากรอบสมรรถนะ AI ฉบับแรกๆของโลกสำหรับนักศึกษาในปี 2024 ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดแค่การรู้เท่าทัน AI แต่ต้องการพัฒนานักศึกษาให้เป็น "ผู้ร่วมสร้าง AI ที่มีความรับผิดชอบ" เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกสามารถเตรียมความพร้อมนักศึกษาสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์
พื้นฐานแนวคิดและปรัชญา
กรอบสมรรถนะของ UNESCO ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญที่ว่า AI ควรมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เน้นความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และเคารพในความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม แนวทางนี้แตกต่างจากกรอบการทำงานอื่นๆ ที่มักเน้นเฉพาะทักษะเทคนิคหรือการใช้เครื่องมือ โดย UNESCO เน้นการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การตรวจสอบประเด็นจริยธรรม การใช้ AI ในทางปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ และการร่วมสร้าง AI แบบต่อเนื่องและปรับปรุง กรอบนี้ไม่ได้มองสมรรถนะต่างๆ เป็นหัวข้อแยกส่วนที่เรียนรู้แยกกัน แต่เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงและสานต่อกันเป็นระบบความรู้ความสามารถที่สมบูรณ์
โครงสร้างหลักของกรอบสมรรถนะ
กรอบสมรรถนะ AI ของ UNESCO ประกอบด้วยสองมิติหลักที่ตัดกันเป็นตาราง มิติแรก คือ 4 ด้านของสมรรถนะ AI ที่สำคัญ ได้แก่ แนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง จริยธรรมของ AI เทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI และการออกแบบระบบ AI มิติที่สอง คือ 3 ระดับของความก้าวหน้าหรือความเชี่ยวชาญที่นักศึกษาต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเข้าใจ การประยุกต์ใช้ และการสร้างสรรค์

มิติที่ 1: แนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centred mindset)
มิตินี้เน้นการพัฒนาค่านิยม ความเชื่อ และทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาในการประเมินว่า AI เหมาะสมกับวัตถุประสงค์หรือไม่ การใช้ AI มีความชอบธรรมหรือไม่ มนุษย์ควรมีปฏิสัมพันธ์กับ AI อย่างไร และบุคคลและสถาบันควรรับผิดชอบอะไรบ้างในการสร้างสังคม AI ที่ปลอดภัย เท่าเทียม และยุติธรรม แนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางนี้เป็นรากฐานสำหรับการเรียนรู้ด้าน AI ในทุกมิติ
สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
-
การรับรู้บทบาทของมนุษย์ (Human agency) ที่เน้นให้นักศึกษาตระหนักว่า AI จำเป็นจะต้องถูกควบคุมโดยมนุษย์ และการตัดสินใจของผู้สร้าง AI ส่งผลต่อสิทธิมนุษยชน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI รวมถึงชีวิตของพวกเขาเองและสังคม
-
ความรับผิดชอบของมนุษย์ (Human accountability) ที่เน้นให้นักศึกษาว่าผู้สร้างและผู้ให้บริการ AI มีความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ AI ที่เขาสร้างในทางกฎหมายและทางสังคม ผู้ใช้ AI ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตนเองเพราะ AI เป็นเพียงผู้ช่วยและไม่อาจรับผิดชอบแทนผู้ใช้ได้
-
การเป็นพลเมืองในยุค AI (Citizenship in the AI era) ที่เน้นความเข้าใจผลกระทบของ AI ต่อสังคมมนุษย์และการส่งเสริมการออกแบบและใช้ AI อย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงความยั่งยืนของสังคมเป็นสำคัญ
มิติที่ 2: จริยธรรมของ AI (Ethics of AI)
มิติจริยธรรมครอบคลุมองค์ประกอบทางสังคมและจริยธรรมของสมรรถนะ AI ของนักศึกษา รวมถึงทักษะทางสังคมในการทำความเข้าใจ ปฏิบัติ มีส่วนร่วม และเป็นผู้นำในการปรับใช้ชุดหลักการที่จะเปลี่ยนแปลงไปและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ตลอดวงจรชีวิตของ AI
สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
-
การปลูกฝังจริยธรรม (Embodied ethics) นักศึกษาพัฒนาความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับประเด็นจริยธรรมหลักของ AI และผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางสังคม และสิ่งแวดล้อม นักศึกษาจะต้องเข้าใจและนำหลักการจริยธรรมสี่ประการมาใช้ ได้แก่ หลักการ "ไม่ทำร้าย" ที่เน้นการประเมินว่า AI อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ หลักการ "ความเหมาะสม" ในการชั่งน้ำหนักประโยชน์กับความเสี่ยง หลักการ “ไม่เลือกปฏิบัติ” ระมัดระวังการใช้ AI ช่วยตัดสินใจในลักษณะที่จะส่งเสริมอคติ และหลักการ "ความยั่งยืน" ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
-
การใช้อย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ (Safe and responsible use) นักศึกษาสามารถปฏิบัติตามหลักการจริยธรรมและกฎระเบียบในการใช้ AI จริง นักศึกษาต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและสามารถจัดการข้อมูลของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาจะต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัยในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางจริยธรรม เช่น การแบ่งปันข้อมูลส่วนตัว การใช้ AI ในงานวิชาการ หรือการสร้างเนื้อหาที่อาจมีปัญหา และการประเมิน AI ที่สามารถอธิบายได้เพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ
-
จริยธรรมในการออกแบบ (Ethics by design) นักศึกษาจะต้องสามารถใช้แนวทางจริยธรรมในการออกแบบเพื่อการออกแบบ ประเมิน และใช้เครื่องมือ AI รวมถึงการทบทวนและปรับใช้กฎระเบียบด้าน AI นักศึกษาต้องตระหนักว่าการประเมินและการรับรองเจตนาของการออกแบบ AI ควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดแนวคิดและครอบคลุมทุกขั้นตอนของวงจรชีวิต AI
มิติที่ 3: เทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI (AI techniques and applications)
มิติเทคนิคและการประยุกต์ใช้ AI บูรณาการความรู้เชิงแนวคิดเกี่ยวกับ AI และทักษะการปฏิบัติงานโดยใช้เครื่องมือ AI โดยเชื่อมโยงกับเครื่องมือเฉพาะเจาะจงและการลงมือทำในบริบทของการทำงาน รวมถึงทักษะการใช้และวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนโปรแกรม ซึ่งมิตินี้เน้นหนักสำหรับนักศึกษาที่มีความสนใจจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์
สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
-
พื้นฐาน AI (AI foundations) นักศึกษาพัฒนาความเข้าใจและทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับ AI เช่น ความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่และอัลกอริทึม เข้าใจวิธีการทำงานของ AI และการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง AI กับมนุษย์ พวกเขาจะเรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง AI แต่ละแบบ และวิธีการฝึกอบรมโมเดลแมชชีนเลิร์นนิง รวมถึงการทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญต่างๆ เช่น เครือข่ายประสาทเทียม การเรียนรู้แบบมีผู้สอน แบบไม่มีผู้สอน และการเรียนรู้แบบ Reinforce
-
ทักษะการประยุกต์ใช้ (Application skills) นักศึกษามีความรู้และทักษะพื้นฐานในการใช้ข้อมูล การสร้างอัลกอริทึม การใช้แอพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างเหมาะสมกับช่วงวัยและสาขาอาชีพที่สนใจ สามารถเปรียบเทียบและใช้เครื่องมือ AI ฟรีหรือโอเพ่นซอสในการสร้างสรรค์งาน
-
การสร้างเครื่องมือ AI (Creating AI tools) นักศึกษาพัฒนาความรู้ความเข้าใจที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อปรับแต่งชุดเครื่องมือ AI หรือสร้างเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้จริง บูรณาการแนวคิดเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางและจริยธรรมเข้ากับทักษะทางเทคนิคที่จะสร้าง ประเมิน และทดสอบเครื่องมือ AI ด้วยตนเองรวมถึงความสามารถในการปรับตัว สื่อสาร และทำงานเป็นทีม ทำความสะอาด ประมวลผล และใช้ข้อมูลเพื่อปรับแต่งโมเดล AI หรือสร้างเครื่องมือ AI ใหม่
มิติที่ 4: การออกแบบระบบ AI (AI system design)
มิติสุดท้ายครอบคลุมทักษะวิศวกรรมตั้งแต่การกำหนดขอบเขตปัญหา การสร้างสถาปัตยกรรม การฝึกอบรม การทดสอบ และการปรับปรุงระบบ AI มิตินี้เน้นให้นักศึกษาเข้าใจระบบ AI ได้ลึกขึ้น และสร้างกรอบสำหรับการเรียนรู้เพื่อการศึกษาต่อในสาขา AI
**สมรรถนะในมิตินี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ **
การกำหนดขอบเขตปัญหา (Problem scoping) นักศึกษาสามารถตรวจสอบว่า AI ควรใช้ในสถานการณ์เฉพาะหรือไม่จากมุมมองกฎหมาย จริยธรรม และตรรกะ และกำหนดขอบเขต เป้าหมาย และข้อจำกัดของปัญหาก่อนที่จะพยายามฝึกโมเดล AI เพื่อแก้ไขปัญหานั้น วางแผนโครงการที่จำเป็นในการสร้างระบบ AI รวมถึงความสามารถในการประเมินความเหมาะสมของเทคนิค AI ที่แตกต่างกัน กำหนดความต้องการข้อมูล และออกแบบการทดสอบ
การออกแบบสถาปัตยกรรม (Architecture design) นักศึกษาพัฒนาความรู้และทักษะทางเทคนิคในการกำหนดสถาปัตยกรรมระบบ AI ที่ปรับขยายได้ บำรุงรักษาได้ และนำมาใช้ใหม่ได้ ครอบคลุมชั้นข้อมูล อัลกอริทึม โมเดล และอินเทอร์เฟซแอปพลิเคชัน เรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากชุดข้อมูลโอเพ่นซอร์สและไลบรารีการเขียนโปรแกรม รวมถึงแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติ้งหรือระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับการฝึกอบรมโมเดล รวมถึงเกณฑ์ที่ควรพิจารณาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโมเดลและลด computing cost
การปรับปรุงและรับฟีดแบ็ก (Iteration and feedback loops) นักศึกษาประเมินความเหมาะสมและ robustness ของโมเดล AI โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้รายบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม มีทักษะทางเทคนิคที่เหมาะสมกับวัยในการปรับปรุงคุณภาพของชุดข้อมูล กำหนดค่าอัลกอริทึมใหม่ และปรับปรุงสถาปัตยกรรมเพื่อตอบสนองต่อผลการทดสอบและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำลองบทบาทวิศวกร AI ในการตัดสินใจขององค์กรเกี่ยวกับการปรับปรุงโมเดล AI โดยพิจารณาทั้งการออกแบบระบบ AI และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร
การประยุกต์ใช้ในระดับอุดมศึกษา
กรอบสมรรถนะของ UNESCO ถูกออกแบบมาสำหรับการศึกษาระดับ K-12 แต่สามารถนำมาปรับใช้กับระดับอุดมศึกษาได้ อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมในหลายด้าน โดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของการเรียนการสอนในระดับนี้ที่เน้นการวิจัย ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และการเตรียมความพร้อมสู่อาชีพ สำหรับสาขาวิชาที่เน้นหนักทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว การนำกรอบนี้มาใช้จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาทักษะเทคนิคและการสร้างจิตสำนึกด้านจริยธรรมและสังคม นักศึกษาจะไม่เพียงแต่เก่งในด้านเทคนิค แต่ยังมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสามารถใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน







